ปรึกษาเบื้องต้น

เช็ค 5 ใน 9 สัญญาณเตือน

กุยถัง เวลเนส
เช็ค 5 ใน 9 สัญญาณเตือน
เช็ค 5 ใน 9 สัญญาณเตือน

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า หากพบอาการ 5 ข้อ หรือมากกว่า เป็นอยู่อยู่นาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป และมีอาการตลอดเวลา แทบทุกวัน หมายถึงมีภาวะซึมเศร้า ควรได้รับบริการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ…

สารบัญ
  1. 1. เช็ค 5 ใน 9 สัญญาณเตือน "โรคซึมเศร้า"
  2. 2. การรักษา "โรคซึมเศร้า"
  3. 3. การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคซึมเศร้า

เช็ค 5 ใน 9 สัญญาณเตือน "โรคซึมเศร้า"

  1. มีอารมณ์ซึมเศร้า
  2. ความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ ลดลงอย่างมาก
  3. น้ำหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้นมาก เบื่ออาหาร หรือ เจริญอาหารมาก
  4. นอนไม่หลับ หรือหลับมากเกินไป
  5. กระวนกระายอยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง
  6. อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง
  7. รู้สึกตนเองไร้ค่า
  8. สมาธิลดลง ใจลอย หรือลังเลใจไปหมด
  9. คิดเรื่องการตาย หรือคิดอยากตาย

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า หากพบอาการ 5 ข้อ หรือมากกว่า เป็นอยู่อยู่นาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป และมีอาการตลอดเวลา แทบทุกวัน หมายถึงมีภาวะซึมเศร้า ควรได้รับบริการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือพบแพทย์เพื่อการบำบัดรักษา สามารถปรึกษาสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

การรักษา "โรคซึมเศร้า"

  1. การรักษาด้วยจิตบำบัด เป็นวิธีการรักษาซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของทฤษฎีทางจิตวิทยา เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีในการลดอาการซึมเศร้าวิธีหนึ่ง การทำจิตบำบัดมีหลายรูปแบบ ได้แก่ จิตบำบัดแบบประคับประคอง จิตบำบัดแบบมุ่งเน้นการปรับความคิดความเข้าใจ จิตบำบัดแบบพฤติกรรมบำบัด ทั้งนี้ ผู้บำบัดจะพิจารณารูปแบบของการบำบัดตามความเหมาะสมกับอาการของผู้ป่วย
  2. การรักษาแพทย์ทางเลือก การแพทย์แผนจีน

การรักษาซึมเศร้าด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียง เน้นการรักษาแบบองค์รวม หาสาเหตุของการเกิดโรคเพื่อรักษาที่ต้นเหตุ ฟื้นฟูอวัยวะให้แข็งแรงและรักษารอยโรคให้ค่อยๆ ดีขึ้นจนสามารถหายได้ด้วยตนเอง ทั้งนี้วิธีการรักษาจะให้การฝังเข็มควบคู่กับการทานยาสมุนไพรจีนเป็นหลัก ระยะเวลาในการรักษาขึ้นอยู่กับแพทย์แผนจีนเป็นผู้ประเมิน

  1. การรักษาด้วย dTMS สมองของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีการปล่อยและรับสารเคมีที่ผิดไปจากปกติ การรักษาด้วย dTMS (deep Transcranial Magnetic Stimulation) เป็นการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นสมองในตำแหน่งที่ต้องการ คล้ายการออกฤทธิ์ของยา เหนี่ยวนำให้การปล่อยประจุไฟฟ้าเข้าไปปรับสมดุลทุกส่วนที่เชื่อมโยงกับสมองส่วนที่กระตุ้น ช่วยให้สารเคมีในสมองกลับมาทำงานเป็นปกติ
  2. การรักษาด้วยการใช้ยา ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

การใช้ยาเคมีรักษาอาจมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นได้ ดังนี้ คอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก มึนงง ตาพร่า หน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่า หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดจังหวะ ง่วงนอน ซึ่งการกินยาไม่ใช่จะดีขึ้นทันทีที่กิน แต่ต้องมาพบจิตแพทย์เพื่อประเมินผลการรักษา เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้น อาจต้องกินยาต่อเนื่องอีก 4-6 เดือน แล้วจึงค่อยลดขนาดยาลงจนหยุดยาได้ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคซึมเศร้า

  1. อย่าตั้งเป้าหมายในการทำงาน การปฏิบัติตัวที่ยากเกินไป หรือรับผิดชอบมากเกินไป
  2. แยกแยะปัญหาใหญ่ๆ ให้เป็นส่วนย่อยๆ พร้อมทั้งจัดเรียงความสำคัญก่อนหลังและลงมือทำเท่าที่สามารถทำได้
  3. อย่าพยายามบังคับตนเอง หรือตั้งเป้ากับตนเองให้สูงเกินไป เพราะอาจไปเพิ่มความรู้สึกล้มเหลวในภายหลัง
  4. พยายามทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับบุคคลอื่นดีกว่าอยู่เพียงลำพัง
  5. เลือกทำกิจกรรมที่สร้างความรู้สึกที่ดีขึ้น หรือเพลิดเพลินและไม่หนักเกินไป เช่น การชมภาพยนตร์ การออกกำลังกายเบาๆ การร่วมทำกิจกรรมทางสังคม
  6. อย่าตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตมากๆ เช่น การลาออกจากงาน การแต่งงาน หรือการหย่าร้าง โดยไม่ได้ปรึกษาผู้ใกล้ชิดที่รู้จักผู้ป่วยดี และต้องเป็นบุคคลที่สามารถพิจารณาเหตุการณ์นั้นอย่างเที่ยงตรง มีความเป็นกลาง และปราศจากอคติที่เกิดจากอารมณ์มาบดบัง ถ้าเป็นไปได้และที่ดีที่สุดคือ เลื่อนการตัดสินใจออกไปจนกว่าภาวะโรคซึมเศร้าจะหายไปหรือดีขึ้นมากแล้ว
  7. ไม่ควรตำหนิหรือลงโทษตนเองที่ไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ เพราะไม่ใช่ความผิดของผู้ป่วย ควรทำเท่าที่ตนเองทำได้
  8. อย่ายอมรับว่าความคิดในแง่ร้ายที่เกิดขึ้นในภาวะซึมเศร้าเป็นส่วนหนึ่งที่แท้จริงของตนเอง เพราะโดยแท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของโรคหรือความเจ็บป่วย และสามารถหายไปได้เมื่อรักษา
  9. ในขณะที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากลายเป็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นก็อาจมีบุคคลรอบตัวๆ ที่ไม่เข้าใจในความเจ็บป่วยของผู้ป่วย และอาจสนองตอบในทางตรงกันข้ามกลายเป็นการซ้ำเติมโดยไม่ได้ตั้งใจ

ปรึกษาเบื้องต้น

ไม่มีค่าใช้จ่าย ทักหาเราได้เลย

ปรึกษาผ่าน LINE